โรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนคืออะไร…ต่างกันอย่างไร

ทุกคนต่างเคยได้ยินและรู้จักโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน แต่บางคนอาจจะรู้ข้อมูลแค่บางส่วนหรือยังมีความเข้าใจผิด หรือบางคนอาจยังสับสนว่าสองโรคนี้มีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ข้อมูลต่อไปนี้จะอธิบายถึงลักษณะและความแตกต่างระหว่างสองโรคนี้ โรคกระเพาะอาหารคืออะไร เมื่อเกิดอาการปวดแสบท้องขึ้นมา หลายคนมักจะนึกถึงโรคกระเพาะอาหารเป็นลำดับต้น ๆ ในความเป็นจริงแล้วโรคกระเพาะอาหารที่พูดกันติดปาก ในทางการแพทย์หมายถึงความผิดปกติได้สองภาวะ คือ 1. โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลเป็ปติก (peptic ulcer) ซึ่งนอกจากแผลที่เกิดที่กระเพาะอาหารแล้ว ยังหมายรวมถึงแผลบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้นด้วย การจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ต้องทำการส่องกล้องทางเดินอาหารและพบแผล อาการที่พบบ่อย มีได้ทั้งปวดแสบท้อง ปวดจุก ปวดมวน ๆ ท้อง อาการอาจจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารก็ได้ 2. โรคปวดท้องกระเพาะอาหารหรือภาวะย่อยอาหารผิดปกติที่ไม่พบแผล (functional dyspepsia) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อิ่มเร็ว จุกแน่นหลังรับประทานอาหาร จะเห็นได้ว่าอาการของโรคมีลักษณะที่คล้ายคลึงโรคแผลในกระเพาะอาหาร ความแตกต่างที่แท้จริง คือ ถ้าเป็นภาวะย่อยอาหารผิดปกติเราจะไม่พบแผลที่ทางเดินอาหาร คำถามที่สำคัญ คือ จำเป็นที่จะต้องส่องกล้องทางเดินอาหารในผู้ป่วยทุกคนเพื่อแยกสองภาวะนี้หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่จำเป็นต้องส่องกล้องในผู้ป่วยทุกราย เนื่องจาก 60-90 % ของผู้ป่วยไทยที่มีอาการของโรคกระเพาะอาหารคาดว่าเป็นภาวะย่อยอาหารผิดปกติ โดยทั่วไปจะแนะนำให้ส่องกล้องทางเดินอาหารเฉพาะในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการหรือสัญญาณเตือนร่วมด้วย เช่น กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ มีประวัติการเสียเลือดในทางเดินอาหาร เป็นต้น โรคกรดไหลย้อนคืออะไร จริง ๆ…

โรคทางเดินอาหาร

เอชไพโลไร เชื้อร้ายทำลายกระเพาะ

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือมักเรียกย่อ ๆ ว่าเอชไพโลไร (Helicobacter Pylori, H.Pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกาย มักจะไปอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร เชื้อตัวนี้สามารถทนกรดในกระเพาะอาหารได้จากการสร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาเจือจางกรดรอบ ๆ ตัว ด้วยเหตุนี้เอง สภาวะกรดในกระเพาะอาหารจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อชนิดนี้ได้ เชื้อเอชไพโลไรสามารถหลั่งน้ำย่อยและสารก่ออักเสบหลายชนิดมาทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ จึงทำให้เกิดโรคปวดท้องกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหารตามมาได้ การติดเชื้อเอชไพโลไรจัดว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ เชื่อว่าเกิน 50 % ของผู้ป่วยที่เป็นโรคปวดท้องกระเพาะอาหารเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อชนิดนี้ เอชไพโลไร อันตรายหรือไม่ การติดเชื้อเอชไพโลไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคปวดท้องกระเพาะอาหารและโรคแผลในกระเพาะอาหารดังที่กล่าวไว้ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร และที่สำคัญ คือ พบว่าการติดเชื้อเอชไพโลไรจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย เมื่อติดเชื้อเอชไพโลไรจะมีอาการอย่างไร ผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ก็ได้ แต่หากมีอาการแสดงเกิดขึ้น ลักษณะอาการจะเหมือนผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร คือ ปวดหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ จุกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เป็นต้น เชื้อเอชไพโลไร ติดต่อได้อย่างไร การติดเชื้อเอชไพโลไรมักเกิดจากการถ่ายทอดจากคนสู่คน โดยการรับประทานเชื้อเข้าไปในร่างกาย เช่น จูบหรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโดยไม่ใช้ช้อนกลางจึงได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนในอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไพโลไร จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไพโลไร ผู้ที่มีอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อเอชไพโลไรควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการดังกล่าว เช่น มีอาการของโรคปวดท้องกระเพาะอาหารแต่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากได้ยาลดการหลั่งกรด มีอาการเรื้อรัง…

โรคทางเดินอาหาร

ทานอาหารอย่างไร…ในวันที่มีอาการท้องเสีย

ทุกคนรู้จักอาการท้องเสียกันดีอยู่แล้ว แต่ลองมาดูความหมายของอาการท้องเสียกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร? โรคอุจจาระร่วงหรือท้องเสีย หมายถึง ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งใน 1 วัน (หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากอย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 วัน) หรือถ่ายมีมูกหรือปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง โรคอุจจาระร่วงแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามระยะเวลาที่เกิดอาการ คือ 1. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือ มีอาการท้องเสียน้อยกว่า 14 วัน สาเหตุที่พบบ่อย คือ อาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย 2. โรคอุจจาระร่วงเรื้อรัง คือ มีอาการท้องเสียมากกว่า 14 วัน การรักษาที่สำคัญ คือ ทดแทนน้ำที่สูญเสียไปโดยเน้นการให้น้ำเกลือแร่ ORS อย่างเพียงพอ ร่วมกับพิจารณาให้ยาบรรเทาอาการต่างๆ รวมถึงเรื่องของอาหารการกินในช่วงที่เกิดอาการท้องเสียก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรรู้เกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่เกิดอาการ อาหารสำหรับโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บางคนเข้าใจว่าช่วงที่เกิดอาการท้องเสียควรงดน้ำและอาหาร เพราะน้ำและอาหารอาจกระตุ้นให้ถ่ายเพิ่มขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้นไปอีก…

โรคทางเดินอาหาร

ท้องผูกกับสิว

คนที่ชอบเกิดสิวบนใบหน้า หากคอยสังเกตจะเห็นเลยว่าปัจจัยหนึ่งที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว คือ อาการท้องผูก บางคนถึงขั้นว่าท้องผูกทีไรเกิดสิวตามมาทุกที ซึ่งเป็นเรื่องที่คาใจใครหลาย ๆ คน เนื่องจากไม่คิดว่าท้องผูกจะเกี่ยวข้องกับการเกิดสิวได้เพราะอวัยวะทั้งสองก็ดูห่างไกลกัน แต่ปัจจุบันนี้มีหลายเหตุผลที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ทำไมท้องผูกแล้วทำให้เกิดสิวได้ 1. ท้องผูกแล้วทำให้เกิดความเครียด บางคนอาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความเครียดเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นตัวการสำคัญของการเกิดสิว ซึ่งมักจะทำให้เป็นสิวอักเสบ สิวหัวช้าง 2. เมื่อท้องผูกทำให้เราขับของเสียออกไปไม่ได้ เกิดการคั่งค้างของของเสียในลำไส้ ซึ่งของเสียหรือสารพิษที่ตกค้างในลำไส้จะถูกดูดซึมออกมาจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ เมื่อของเสียและสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด มันจะสามารถกระจายสู่ทั่วร่างกายได้ รวมทั้งผิวหนัง และผิวหนังยังเป็นอวัยวะหนึ่งที่ช่วยขับของเสียออกมา เมื่อผิวหนังสัมผัสกับของเสียหรือสารพิษก็ทำให้รูขุมขนอุดตันและเกิดสิวขึ้นมาได้ 3. ท้องผูกทำให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้ ซึ่งไขมันชนิดนี้ทำให้ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงขึ้นได้ ซึ่งฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นตัวที่กระตุ้นการผลิตน้ำมันบนผิวหน้าได้ ทำให้เกิดสิวตามมา จากข้อมูลเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าอาการท้องผูกทำให้เกิดสิวได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การขับถ่ายอย่างปกติและสม่ำเสมอจะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและรักษาสิวได้ วิธีจัดการอาการท้องผูกเพื่อลดการเกิดสิว 1. ลดความเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดได้ทั้งอาการท้องผูกและสิว อาจใช้วิธีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือหากิจกรรมที่ทำให้เกิดความสบายใจ 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ลดอาหารจำพวกเบเกอรี่ ฟาสฟู๊ด และถ้าเป็นไปได้ การรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวจะได้ประโยชน์ตามมาหลายประการทีเดียว เพราะข้าวกล้องจะมีกากใยที่มากกว่าช่วยในการขับถ่าย และยังมีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงข้าวกล้องยังมีน้ำตาลน้อยกว่าข้าวขาวอีกด้วย 3.…

โรคทางเดินอาหาร

ทำอย่างไร?…เมื่อเป็นโรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน หรือเรียกสั้น ๆ ในทางการแพทย์ว่าโรคไอบีเอส (IBS: irritable bowel syndrome) เป็นโรคที่มีการทำงานผิดปกติในทางเดินอาหารโดยเฉพาะที่ลำไส้ แต่ไม่พบความผิดปกติทางโครงสร้างหรือพยาธิสภาพในระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคที่มีลักษณะเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ความเป็นจริงแล้วโรคลำไส้แปรปรวนพบได้บ่อย ในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบได้ถึง 10-20 % ส่วนในประชากรไทยพบประมาณ 7 % แต่เนื่องจากอาการของโรคมีได้หลากหลายและไม่เฉพาะเจาะจง จึงพบว่ามีเพียง 15 % ของผู้ป่วยทั้งหมดที่มาพบแพทย์ ปัจจุบันผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนจึงยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดความรำคาญใจและกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก มีสาเหตุมาจากอะไร  ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน แต่สาเหตุหรือปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคลำไส้แปรปรวน ได้แก่ 1. การเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้ 2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้ามากผิดปกติ หรือพูดง่าย ๆ ว่าลำไส้ไวต่อตัวกระตุ้นที่มากกว่าปกติ เช่น หลังรับประทานอาหาร เมื่ออาหารลงมาสู่ลำไส้ ลำไส้มีการตอบสนองที่มากกว่าปกติ จึงมีการบีบตัวและเคลื่อนตัวมากขึ้น ทำให้ปวดท้องและท้องเสียตามมาได้ 3. ความเครียด หรือภาวะทางจิตเวช ก็พบว่าเกี่ยวข้องกับโรคลำไส้แปรปรวนได้ เนื่องจากสมองและทางเดินอาหารมีการทำงานที่เชื่อมโยงกัน จะสังเกตเห็นว่าเวลาที่เราเครียดมักพบอาการปวดท้องหรือความผิดปกติในการขับถ่ายได้ง่าย…

โรคทางเดินอาหาร

สาเหตุและวิธีรับมือ เมื่อหญิงตั้งครรภ์มีอาการท้องผูก

ท้องผูกขณะตั้งครรภ์เป็นปัญหาทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ทำให้อึดอัดแน่นท้อง ไม่สบายตัว ในบางรายเป็นมากจนเกิดความรู้สึกทรมาน เครียด และทำให้คุณภาพชีวิตลดลงได้อีกด้วย บางครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ริดสีดวงทวาร ดังนั้น เราจึงต้องรู้วิธีป้องกันและรักษาภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์อย่างถูกวิธี ท้องผูกขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อย่างไร สาเหตุที่ทำให้คุณแม่ท้องผูกขณะตั้งครรภ์ คือ 1. ในช่วงที่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก จะมีการหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัว ลำไส้จึงเคลื่อนไหวช้า จึงขับอุจจาระออกมาได้ลดลง 2. มดลูกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไปเบียดลำไส้จนโพรงลำไส้แคบลงและขับอุจจาระออกได้ยาก 3. วิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่คุณแม่ใช้บำรุงก็อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น แคลเซียม 4. ภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท้องผูกได้ ท้องผูกขณะตั้งครรภ์สำคัญอย่างไร อันตรายหรือไม่ อาการท้องผูกทั่วไปในขณะตั้งครรภ์มักไม่เกิดอันตรายร้ายแรงต่อคุณแม่หรือเด็กในครรภ์ อย่างไรก็ตาม การปล่อยไว้โดยไม่แก้ไขอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ริดสีดวงทวารหรือลำไส้อุดตัน หรือบางครั้งอาการท้องผูกอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ที่รุนแรงได้ จึงควรหมั่นสังเกตตนเองและไม่นิ่งนอนใจกับอาการที่เกิดขึ้น จะจัดการภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์อย่างไรดี การรักษาภาวะท้องผูกขณะตั้งครรภ์จะเน้นถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการใช้ชีวิตและรับประทานอาหารให้เหมาะสม ดังนี้ 1. รับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น อาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ (มะละกอ กล้วย ส้ม…

โรคทางเดินอาหาร

โรคกรดไหลย้อน ปัญหาแสบร้อนของวัยทำงาน (ภญ.ดร. ธนิยา เจริญเสรีรัตน์)

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร1 ภาวะที่เกิดจากสารในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ส่งผลทำให้เกิดการทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารและการอักเสบขึ้นจนมีผลรบกวนต่อคุณภาพชีวิต สารดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นกรดเสมอไป แต่อาจเป็นน้ำย่อย น้ำดี ที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือฟองแก๊สที่อยู่ในกระเพาะอาหารแล้วไหลย้อนขึ้นมาก็ได้ อาการของผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน1 อาการของผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอาการของหลอดอาหาร (esophageal syndrome) และ กลุ่มอาการนอกหลอดอาหาร (extraesophageal syndrome) โดยกลุ่มอาการของหลอดอาหารที่มีความจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ อาการแสบร้อนกลางหน้าอก (heartburn) และ/หรือ อาการเรอเปรี้ยว (acid regurgitation) รวมถึงอาการแน่น/เจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ สำหรับกลุ่มอาการนอกหลอดอาหารที่สามารถตรวจพบได้ เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง อาการหอบ และฟันสึกในบางตำแหน่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการเตือนของสัญญาณอันตราย (alarm features) ได้แก่ อาการกลืนลำบาก กลืนเจ็บ เลือดออกทางเดินอาหาร ซีด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรืออาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน จำเป็นต้องได้รับการซักประวัติและส่งต่อแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยแพทย์เนื่องจากอาการดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของหลอดอาหาร เช่น หลอดอาหารตีบ มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือ ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนบน เป็นต้น…

โรคทางเดินอาหาร

ปวดท้องหรือแสบร้อนแบบนี้ เป็นโรคกระเพาะอาหารแปรปรวนหรือไม่?

ฟังค์ชันนอล ดิสเป๊บเซีย โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน หรือ แผลในกระเพาะอาหาร คืออะไร ต่างกันหรือไม่? เมื่อเกิดอาการปวดแสบท้องขึ้นมา หลายคนมักจะนึกถึงโรคกระเพาะอาหารเป็นลำดับต้น ๆ ในความเป็นจริงแล้วโรคกระเพาะอาหารที่เรานิยมพูดกัน ในทางการแพทย์จะหมายถึงความผิดปกติได้สองแบบ คือ 1. โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลเป๊บติก (peptic ulcer) คือ ภาวะที่เกิดแผลในทางเดินอาหารส่วนต้น ซึ่งเกิดได้ทั้งบริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น การจะวินิจฉัยโรคนี้ได้ต้องทำการส่องกล้องทางเดินอาหารและพบแผล อาการที่พบบ่อย มีได้ทั้งปวดแสบท้อง ปวดจุก ปวดมวนท้อง อาการอาจสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารก็ได้ 2. โรคปวดท้องกระเพาะอาหาร ฟังค์ชันนอล ดิสเป๊บเซีย ซึ่งมีการใช้คำที่แตกต่างกันไป เช่น ภาวะย่อยอาหารผิดปกติไร้เหตุทางกาย โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อิ่มเร็ว จุกแน่นหลังรับประทานอาหาร จะเห็นได้ว่าอาการของโรคมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร ความแตกต่างที่แท้จริง คือ ถ้าเป็นฟังค์ชันนอล ดิสเป๊บเซีย เราจะไม่พบแผลที่ทางเดินอาหาร คุณมีอาการของฟังค์ชันนอล ดิสเป๊บเซีย (โรคกระเพาะอาหารแปรปรวน) หรือไม่? วิธีตรวจสอบเบื้องต้นว่าคุณมีอาการของ ฟังค์ชันนอล ดิสเป๊บเซีย หรือไม่ ? (ดัดแปลงจากเกณฑ์ของ Rome…

โรคทางเดินอาหาร

โพรไบโอติก (Probiotics) เทรนด์ใหม่มาแรงสำหรับคนรักสุขภาพ

เชื้อจุลินทรีย์ในร่างกายและโพรไบโอติกคืออะไร ? ในร่างกายของคนทั่วไปโดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหารจะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมากกว่าล้านล้านเซลล์ ซึ่งมีทั้งเชื้อที่ดี ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย และเชื้อไม่ดีซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายและก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่างเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีและไม่ดีจึงมีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยพบว่าชนิดและจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น เนื้อแดง อาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง แอลกอฮอล์ การได้รับยาปฏิชีวนะ การไม่ออกกำลังกาย หรือในผู้ที่มีโรคประจำตัวหลาย ๆ ชนิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลในทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกาย ทำให้เสียสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ และทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินอาหารรวมถึงโรคอื่น ๆ ตามมา1 ปัจจุบันจึงมีความนิยมที่สูงขึ้นในการรับประทานเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีเสริมเข้าไปในร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีสมดุลของจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ซึ่งเรียกจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านี้ว่า “โพรไบโอติก” (probiotics)             โพรไบโอติก หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบันมีจุลินทรีย์หลายชนิดที่มีคุณสมบัติที่ดี และให้ประโยชน์ในการรักษาหรือป้องกันโรคได้หลายชนิด2-3 อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการใช้โพรไบโอติก คือ ต้องเลือกสายพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการป้องกันหรือรักษาโรคตามหลักฐานทางวิชาการที่มี เนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าโพรไบโอติกทุกชนิดสามารถนำมาป้องกันและรักษาโรคได้เหมือนกัน หรือใช้ทดแทนกันได้ 2 “โพรไบโอติกแต่ละสายพันธุ์อาจไม่ได้เหมือนกัน ต้องเลือกสายพันธุ์เฉพาะที่เหมาะกับภาวะหรือโรคนั้น ๆ” โพรไบโอติกให้ประโยชน์แก่ร่างกายอย่างไร ?             เมื่อรับประทานโพรไบโอติกเข้าสู่ร่างกาย โพรไบโอติกจะไปอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะที่เยื่อบุลำไส้เป็นจำนวนมาก…

โรคทางเดินอาหาร

ติดยาระบาย…ทำอย่างไรดี?

เมื่อพูดถึงยาระบาย เราจะเห็นว่าเป็นยาที่หาได้ง่ายใช้กันบ่อยเวลาท้องผูก แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วยาระบายในท้องตลาดมีอยู่หลากหลายชนิดมาก และมีวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ปัจจุบันยังพบปัญหาจากการใช้ยาระบายอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ยาระบายต่อเนื่องทุกวัน จนคนทั่วไปพูดกันติดปากว่า “ติดยาระบาย” ยาระบายมีกี่ชนิด เป็นอย่างไร ทำไมถึงติดยาระบายได้ ยาระบายที่มีใช้กันในปัจจุบันมีหลายกลุ่ม และยังมีหลายรูปแบบ เช่น ยารับประทาน ยาชง ยาเหน็บ ยาสวนทวาร ตัวอย่างยาระบายที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ● ยาระบายที่ออกฤทธิ์คล้ายไฟเบอร์ คอยอุ้มน้ำไว้ในลำไส้ เพิ่มปริมาณอุจจาระและทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ยาระบายพวกนี้มักเป็นผงชงกับน้ำแล้วรับประทาน ถือเป็นยาระบายแบบอ่อน ● ยาระบายที่ดูดน้ำเข้ามาในลำไส้เพื่อทำให้อุจจาระนุ่มและลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น เช่น มิลค์ออฟแมกนีเซีย แลคทูโลส ● ยาระบายที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้โดยตรง เช่น ยาระบายมะขามแขก หากใช้ยากลุ่มนี้เป็นเวลานานจะเกิดปัญหาง่ายกว่ายากลุ่มอื่น เพราะอาจทำให้ “ลำไส้เฉื่อย” ไม่ยอมทำงานด้วยตนเอง เริ่มดื้อยาระบาย จึงต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ถ่ายได้เหมือนเดิม หรือเวลาหยุดยา ลำไส้ไม่ยอมเคลื่อนไหวจึงท้องผูก เป็นเหตุให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาไม่ได้ และทำให้ดูเหมือนติดยาระบายในที่สุด จัดการอย่างไรดี วิธีป้องกันการติดยาระบาย คือ ไม่ใช้ยาระบายพร่ำเพรื่อ ให้ใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ…

โรคทางเดินอาหาร

THL2173067-3