สัญญาณเตือน…ตับอ่อนอักเสบ

อวัยวะที่หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมีความสำคัญต่อร่างกายมาก คือ ตับอ่อน เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นมา เช่น ตับอ่อนอักเสบ ซึ่งถือเป็นความผิดปกติของทางเดินอาหารที่รุนแรงและควรพบแพทย์โดยด่วน ก่อนอื่นมารู้จักหน้าที่ของตับอ่อนกันก่อน ตับอ่อนทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์ที่สำคัญหลายชนิดเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร และยังเป็นอวัยวะที่สร้างอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้เหมาะสม ไม่ให้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป ดังนั้น เมื่อตับอ่อนทำงานผิดปกติขึ้นมา หน้าที่เหล่านี้จะบกพร่องและเกิดผลเสียต่อร่างกาย ความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดของตับอ่อน คือ ภาวะตับอ่อนอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ คืออะไร ตับอ่อนอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเนื้อตับอ่อน พบได้บ่อยในผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรัง หรือคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง สัญญาณอันตรายของตับอ่อนอักเสบ อาการหรือสัญญาณอันตรายที่อาจต้องนึกถึงตับอ่อนอักเสบ ได้แก่ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการ 1. ปวดท้องอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อาจปวดร้าวไปด้านข้างหรือด้านหลัง ปวดอยู่นานหลายวัน 2. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลำไส้ไม่ค่อยเคลื่อนไหวเพราะขาดเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารจากตับอ่อน 3. มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน กระสับกระส่าย ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง จะมีอาการคล้าย ๆ…

โรคทางเดินอาหาร

ริดสีดวงทวาร เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

เชื่อว่าหลายคนเคยประสบปัญหาการขับถ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเบ่งอุจจาระนาน ๆ หรือปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้เกิดริดสีดวงทวารตามมา รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อยก็เช่นกัน1,2 แล้วริดสีดวงทวารมีอาการอย่างไร มีวิธีป้องกันหรือไม่ เรามาความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า ! ริดสีดวงทวารคืออะไร และมีอาการอย่างไร ? โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณเยื่อบุช่องทวารหนัก รวมถึงมีการหย่อนยานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเยื่อบุช่องทวารหนัก3,4  อาการหลักที่พบในโรคริดสีดวงทวาร คือ เลือดออกขณะหรือหลังถ่ายอุจจาระ โดยไม่มีอาการปวดแสบ และอาจพบติ่งเนื้อบริเวณขอบทวาร แต่ภาวะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง โรคลำไส้อักเสบ ดังนั้น หากพบเลือดออกทางทวารหนักควรปรึกษาแพทย์4,5 ปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งเสริมทำให้เกิดริดสีดวงทวาร6,7 ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียหรือถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ เบ่งอุจจาระนาน ๆ การยกของหนัก การยืนนาน การตั้งครรภ์ โรคอ้วนและอายุที่มากขึ้น รวมถึงการรับประทานน้ำและอาหารที่มีเส้นใยน้อยเกินไป การปฏิบัติตัวเบื้องต้น เพื่อรอดพ้นจากริดสีดวงทวาร3-7 ● รับประทานอาหารที่มีเส้นใย เน้น ผักและผลไม้ ● ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 8-10…

โรคทางเดินอาหาร

พฤติกรรมการขับถ่ายและนั่งถ่ายอย่างไร ให้สุขภาพดี

เรื่องของการนั่งขับถ่ายอย่างถูกวิธีถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพในการถ่ายอุจจาระ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาท้องผูกอยู่บ่อย ๆ ควรที่จะต้องกลับมาสำรวจพฤติกรรมการขับถ่ายว่าถูกสุขลักษณะหรือไม่ เรื่องของพฤติกรรมการขับถ่ายและการนั่งถ่ายที่ถูกสุขลักษณะ มีดังนี้ 1. ฝึกถ่ายอุจจาระให้สม่ำเสมอและเป็นเวลา เพื่อให้ร่างกายและลำไส้เคยชินกับการขับถ่าย เวลาขับถ่ายที่เชื่อว่าดีที่สุด คือ ตอนเช้าเวลา 5.00 – 7.00 น. หรือหลังอาหารเช้า แต่ถ้าไม่สะดวกในช่วงเวลานี้ อย่างน้อยพยายามหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สามารถขับถ่ายได้อย่างเป็นเวลา สม่ำเสมอทุกวัน ควรให้เวลากับการถ่ายอุจจาระอย่างเพียงพอ ไม่เร่งรีบ 2. ดื่มน้ำ 1 แก้วใหญ่ ในตอนเช้าหลังตื่นนอน โดยแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำปกติ ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และจะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้เคลื่อนตัวได้ดี ไล่ของเสียในลำไส้ลงมาทำให้ขับถ่ายได้สะดวก 3. อย่ากลั้นอุจจาระ ถ้ารู้สึกปวดก็ควรรีบเข้าห้องน้ำและขับถ่ายทันที เพราะบางคนเมื่อกลั้นอุจจาระไว้ กว่าร่างกายจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้ขับถ่ายอีกครั้งอาจจะผิดเวลาไปแล้ว หรือบางคนอาจจะไม่รู้ปวดหรืออยากขับถ่ายอีกเลยตลอดทั้งวัน และการกลั้นอุจจาระอาจทำให้ลำไส้บีบอุจจาระกลับขึ้นไปที่ลำไส้ อาจทำให้มีอุจจาระที่คั่งค้างที่ผนังลำไส้ได้ ในทางกลับกัน ขณะที่เข้าห้องน้ำกำลังขับถ่าย ถ้ายังไม่ปวดอย่าพึ่งเบ่งอุจจาระ เพราะร่างกายจะมีสมดุลการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ควรรอจังหวะที่ปวดแล้วค่อยเบ่งอุจจาระ เพราะการเบ่งอุจจาระแรงๆ ขณะที่ไม่ปวดจะเหมือนเป็นการกระตุ้นและเพิ่มแรงดันในลำไส้ ทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ หากทำบ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้โป่งพองเกิดริดสีดวงทวารตามมาได้ 4. นวดลำไส้ ถ้าในเด็กให้นวดรอบสะดือ ในผู้ใหญ่ให้นวดตรงท้องด้านล่างซ้ายเลยสะดือไป นวดเบา…

โรคทางเดินอาหาร

ทำอย่างไร? เมื่อคนไข้โรคไตท้องผูก

ภาวะท้องผูก เป็นปัญหาที่พบบ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง พบว่าคนไข้โรคไตมักมีภาวะท้องผูกมากถึงร้อยละ 37.3 โดยภาวะท้องผูกในผู้ป่วยโรคไตนั้น จะมีสาเหตุและปัจจัยแตกต่างกับคนทั่วไปหรือไม่ และมีวิธีจัดการอย่างไร ในบทความนี้เรามาเรียนรู้กัน1 ชนิด สาเหตุและความสำคัญของท้องผูกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ภาวะท้องผูกเรื้อรัง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ชนิดปฐมภูมิ ได้แก่ การกลั้นการขับถ่าย การทำงานของลำไส้ที่ผิดปกติ ลำไส้มีการเคลื่อนไหวลดลง และชนิดทุติยภูมิ มักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ความผิดปกติทางเมทาบอลิซึม และการใช้ยาบางชนิด เป็นต้น2 สาเหตุของภาวะท้องผูกเรื้อรังที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไต ได้แก่ มีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ไทรอยด์ทำงานลดลง ยาที่รับประทานเป็นประจำ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม ธาตุเหล็กบำรุงเลือด แคลเซียม ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ และยาต้านเศร้าบางกลุ่ม และสาเหตุอื่นมักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การดื่มน้ำน้อย การรับประทานใยอาหารหรือไฟเบอร์น้อย เช่น ผักและผลไม้ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น2 โดยจากข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพบว่าการรักษาภาวะท้องผูกในคนไข้โรคไตนั้นมีความสำคัญ เนื่องจากพบว่าคนไข้โรคไตที่มีภาวะท้องผูกร่วมด้วยจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคไตระยะสุดท้าย มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะท้องผูกสูงถึง 1.9 เท่า3 การจัดการภาวะท้องผูกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ภาวะท้องผูกโดยทั่วไปอาจเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น…

THL2173067-3