วิธีรับมือกับโรคความดันโลหิตสูง

เยี่ยมชม a:care ครั้งแรกใช่มั้ย? ลงทะเบียนที่นี่

วิธีรับมือกับโรคความดันโลหิตสูง

ความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงนั้น สำคัญไฉน?

acare สุขภาพที่ดีของหัวใจ - วิธีรับมือกับโรคความดันโลหิตสูง
share-icon
share-icon

ความดันโลหิตสูงคืออะไร สำคัญอย่างไร

ความดันโลหิตสูง คือภาวะที่ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ

แนวทางการวินิจฉัยและรักษาความดันโลหิตสูงของสมาพันธ์องค์กรต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่าค่าปกติของความดันโลหิต คือ น้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท หากอยู่ในช่วง 120-129/<80 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าความดันโลหิตสูง ถ้าอยู่ในช่วง 130-139/80-89 มิลลิเมตรปรอท เรียกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่ 1 และถ้าหาก ≥140/90 มิลลิเมตรปรอท เรียกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่ 2

สำหรับแนวทางการวินิจฉัยและรักษาความดันโลหิตสูงของประเทศไทย กำหนดว่าโรคความดันโลหิตสูง หมายถึงความดันซิสโตลิก ≥140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันไดแอสโตลิก ≥90 มิลลิเมตรปรอท



*อ้างอิงจาก: แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย

acare สุขภาพที่ดีของหัวใจ - ความดันโลหิตสูงคืออะไร

โรคนี้พบได้มากขึ้นตามอายุ และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 คน มีความดันโลหิต-สูง ทำให้ความดันโลหิตที่สูงถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย และภาวะไตวายเรื้อรัง พบว่าความเสี่ยงเหล่านี้ สูงขึ้นตามระดับของความดันโลหิต

ยิ่งระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อมีการควบคุมความดันโลหิตให้ดี จะพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้ได้

การวัดความดันโลหิตที่บ้าน

ในปัจจุบัน มีคำแนะนำให้วัดความดันที่บ้านเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงด้วย เนื่องจากบางครั้ง ความดันโลหิตที่วัดในคลินิกอาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยให้ใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวัดที่ต้นแขน
แต่ไม่แนะนำให้ใช้แบบวัดที่ปลายนิ้วหรือที่ข้อมือ แนะนำให้นั่งพักก่อนวัดความดันโลหิต 5 นาที โดยงดดื่มชา กาแฟ และงดสูบบุหรี่ 30 นาทีก่อนการวัด
แนะนำให้วัดทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยใช้ค่าเฉลี่ยของการวัดแต่ละครั้ง เนื่องจากความดันโลหิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และการวัดครั้งแรกมักได้ค่าที่สูงที่สุด

 

 

*อ้างอิงจาก: แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย

acare สุขภาพที่ดีของหัวใจ - การวัดความดันโลหิตที่บ้าน

ความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและการลดความเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น รับประทานอาหารเค็ม รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ดื่มแอกอฮอล์มาก สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย ภาวะอ้วน ภาวะเครียด รวมทั้งผู้สูงอายุและผู้ที่มีประวัติความดันโลหิตสูงในครอบครัวด้วย พบโรคความดันโลหิตสูงในผู้ชายได้บ่อยกว่าผู้หญิง

ในคนที่มีความเสี่ยง หรือตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูงแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่ใช้ยาด้วยวิธีต่าง ๆ สามารถช่วยลดความดันโลหิตลงได้ การปรับเปลี่ยนเหล่านี้สามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกลงได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอทโดยเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักเกิน พบว่าสามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกลงได้ประมาณ 1 มิลลิเมตรปรอทต่อน้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโลกรัม ดังนั้น การลดน้ำหนักตัวลง 10 กิโลกรัม จะทำให้ความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท

acare สุขภาพที่ดีของหัวใจ - ความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ เช่น DASH diet ที่ย่อมาจาก Dietary Approach to Stop Hypertension
ซึ่งเป็นอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ปลา ไก่ ถั่ว ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ แต่จำกัดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง ทำให้ร่างกายได้รับโพแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียมและใยอาหารในปริมาณสูง คนที่รับประทานอาหารแบบ DASH diet พบว่าสามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกลงได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรปรอท

นอกจากการรับประทานอาหาร DASH diet แล้ว การจำกัดปริมาณเกลือในอาหาร โดยการลดการบริโภคอาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง จำกัดปริมาณโซเดียมในอาหารให้น้อยกว่า 2,300 กรัมต่อวัน สามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกได้ 2-8 มิลลิเมตรปรอท (เกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์ 1 ช้อนชาหรือ 5 กรัม มีโซเดียม 2,000 กรัม ส่วนน้ำปลาหรือซีอิ๊ว 1 ช้อนชา มีโซเดียม 350-500 มิลลิกรัม)

นอกจากนี้ การลดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง และการเพิ่มปริมาณโปแตสเซียมในอาหาร ก็สามารถช่วยลดความดันโลหิตลงได้ด้วย

การจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอเหมาะ สามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกลงได้ 2-4 มิลลิเมตรปรอท ในกรณีที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ก็ไม่แนะนาให้ดื่ม ในขณะที่การออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยลดความดันโลหิตซิสโตลิกลงได้ประมาณ 4 มิลลิเมตรปรอทเช่นกัน

สำหรับการออกกำลังแบบตะวันออก เช่น ชี่กงหรือไทเก็ก อาจช่วยลดความดันโลหิตลงได้ แต่การออกกำลังแบบที่ใช้การเกร็งกล้ามเนื้ออยู่กับที่ เช่นการยกน้ำหนัก พบว่าอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้

การงดการสูบบุหรี่อาจไม่มีผลในการลดความดันโลหิตโดยตรง แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ในกรณีที่สูบบุหรี่มากกว่า 10 มวนต่อวัน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาที่ช่วยในการเลิกสูบบุหรี่

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ในคนที่มีโรคความดันโลหิตสูง แนะนำว่า ให้มีการประเมินปัจจัยเสี่ยงและความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจก่อนการรักษาด้วยยา รวมทั้งมีคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้นด้วย

ในคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ มีคำแนะนำให้เริ่มการรักษาด้วยยาเมื่อความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีความเสี่ยง แนะนำให้เริ่มการรักษาด้วยยาเมื่อความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป

ระดับความดันโลหิตเป้าหมายในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุและโรคร่วมที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงโรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดและหัวใจ

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้น มีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว จึงต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีการประเมินผลการรักษาเป็นระยะ

ผู้ป่วยที่รับประทานยาควรรับประทานยาให้สม่ำเสมอ มีการวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นระยะ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความดันโลหิตควบคู่กันไปด้วย และไม่ควรปรับยาเองหรือหยุดยาเอง

หากสงสัยว่ามีอาการข้างเคียงจากยาลดความดันโลหิต ให้ปรึกษาแพทย์ให้ทราบ เพื่อให้แพทย์พิจารณาปรับเปลี่ยนการรักษา

acare สุขภาพที่ดีของหัวใจ - แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง