ไวรัสโรต้า อันตรายกว่าที่คิด

เยี่ยมชม a:care ครั้งแรกใช่มั้ย? ลงทะเบียนที่นี่

acare เด็กน้อยวัยใส - ไวรัสโรต้าอันตรายกว่าที่คิด

โรคทางเดินอาหาร

โรคทางเดินอาหาร

ไวรัสโรต้า....อันตรายกว่าที่คิด

Print
Share

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าท้องเสียเฉียบพลัน ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญและพบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรือสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การติดเชื้อ แต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดโรคท้องเสียเฉียบพลันในเด็ก 5 ขวบแรก คือ การติดเชื้อไวรัสโรต้า สาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อ
ไวรัสโรต้ามักมาจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งเชื้อไวรัสโรต้าแค่เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้แล้ว ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการภายใน 2 วัน หลังได้รับเชื้อ พบบ่อยในเด็ก แต่ก็ยังสามารถพบในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุได้


การระบาดและการติดต่อของโรค

การระบาดของโรคท้องเสียจากเชื้อไวรัสโรต้าสามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบได้บ่อยในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ของทุกปี การติดต่อจะผ่านทางการรับเชื้อเข้าสู่ปากโดยตรง เช่น เด็กที่สัมผัสเชื้อที่ติดมาจากมือ ของเล่น หรือปนเปื้อนมาจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อเอามือเข้าปาก เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายและก่อโรคได้


รู้ได้อย่างไรว่าท้องเสียจากไวรัสโรต้า

การวินิจฉัยว่าท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าจะต้องทำการตรวจเชื้อในอุจจาระ เนื่องจากการตรวจจากอาการอย่างเดียวเป็นการยากที่จะแยกอาการท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าออกจากอาการท้องเสียทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องตรวจเชื้อในอุจจาระของผู้ป่วยทุกราย มักจะทำกรณีที่มีอาการท้องเสียรุนแรง หรือมีอาการในลักษณะเฉพาะ เช่น ถ่ายเป็นมูกหรือปนเลือดแต่ไม่มีไข้ ส่วนการสังเกตอาการที่เข้าได้กับการติดเชื้อไวรัสโรต้า คือ ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ ไม่มีมูกหรือเลือดปน มีไข้ และอาเจียนร่วมด้วย


ติดเชื้อไวรัสโรต้าสำคัญอย่างไร และใครคือกลุ่มเสี่ยง

โดยทั่วไปอาการท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัสโรต้ามักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม เด็กถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากท้องเสีย คือ ขาดน้ำรุนแรง จนถึงขั้นช็อคและเสียชีวิตได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสีย คือ ต้องประเมินอาการขาดน้ำของเด็ก เช่น มีอาการกระหายน้ำ  ปากซีด กระสับกระส่ายหรือกระวนกระวายหรือไม่ เพื่อที่จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ผู้ป่วยกลุ่มอื่นนอกเหนือจากเด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากท้องเสีย คือ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

 

การรักษาและดูแลตนเอง

การรักษาจะเน้นให้ยาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการอาเจียน หรือยาหยุดถ่าย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การจิบน้ำเกลือแร่ ORS (หรือให้เกลือแร่ทางหลอดเลือดดำที่โรงพยาบาลกรณีอาการรุนแรง) ซึ่งต้องให้ในผู้ป่วยท้องเสียทุกราย เพื่อรักษาหรือป้องกันภาวะขาดน้ำ ในระหว่างที่มีอาการท้องเสียไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร โดยหลังจากที่จิบน้ำเกลือแร่ ORS ในช่วง 4 ชั่วโมงแรกอย่างเพียงพอ ก็กลับมาให้อาหารหรือน้ำตามปกติได้ สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่ ก็ไม่จำเป็นต้องงดนม

 

การป้องกัน

การป้องกันโรคท้องเสียจากไวรัสโรต้าที่สำคัญ คือ ดูแลสุขอนามัย ล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร หลังเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อม รับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด การให้วัคซีนโรต้า จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและความรุนแรงของโรคได้