เอชไพโลไร เชื้อร้ายทำลายกระเพาะ

เยี่ยมชม a:care ครั้งแรกใช่มั้ย? ลงทะเบียนที่นี่

acare เอชไพโรไล เชื่อร้ายทำลายกระเพาะ

โรคทางเดินอาหาร

โรคทางเดินอาหาร

เอชไพโลไร เชื้อร้ายทำลายกระเพาะ

Print
Share

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือมักเรียกย่อ ๆ ว่าเอชไพโลไร (Helicobacter Pylori, H.Pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกาย มักจะไปอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร เชื้อตัวนี้สามารถทนกรดในกระเพาะอาหารได้จากการสร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาเจือจางกรดรอบ ๆ ตัว ด้วยเหตุนี้เอง สภาวะกรดในกระเพาะอาหารจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อชนิดนี้ได้ เชื้อเอชไพโลไรสามารถหลั่งน้ำย่อยและสารก่ออักเสบหลายชนิดมาทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ จึงทำให้เกิดโรคปวดท้องกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหารตามมาได้ การติดเชื้อเอชไพโลไรจัดว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ เชื่อว่าเกิน 50 % ของผู้ป่วยที่เป็นโรคปวดท้องกระเพาะอาหารเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อชนิดนี้

เอชไพโลไร อันตรายหรือไม่

การติดเชื้อเอชไพโลไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคปวดท้องกระเพาะอาหารและโรคแผลในกระเพาะอาหารดังที่กล่าวไว้ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร และที่สำคัญ คือ พบว่าการติดเชื้อเอชไพโลไรจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย

acare เอชไพโลไรอันตรายหรือไม่

เมื่อติดเชื้อเอชไพโลไรจะมีอาการอย่างไร

acare เมื่อติดเชื้อเอชไพโลไรจะมีอาการอย่างไร

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ก็ได้ แต่หากมีอาการแสดงเกิดขึ้น ลักษณะอาการจะเหมือนผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร คือ ปวดหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ จุกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เป็นต้น

เชื้อเอชไพโลไร ติดต่อได้อย่างไร

การติดเชื้อเอชไพโลไรมักเกิดจากการถ่ายทอดจากคนสู่คน โดยการรับประทานเชื้อเข้าไปในร่างกาย เช่น จูบหรือรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโดยไม่ใช้ช้อนกลางจึงได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนในอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไพโลไร

axare เชื้อเอชไพโลไรติดต่อได้อย่างไร

จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไพโลไร

acare จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อเอชไพโลไร

ผู้ที่มีอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อเอชไพโลไรควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการดังกล่าว เช่น มีอาการของโรคปวดท้องกระเพาะอาหารแต่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากได้ยาลดการหลั่งกรด มีอาการเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ หรือมีอาการกำเริบทุกครั้งที่หยุดรับประทานยาลดการหลั่งกรด ทั้ง ๆ ที่รักษาครบตามระยะเวลาแล้ว การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไรมีได้หลายวิธี ได้แก่
1)   การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ
2)  การส่องกล้องทางเดินอาหารและตัดชิ้นเนื้อบริเวณเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารมาตรวจหาเชื้อ
3)   การตรวจทางลมหายใจ
4)   การเก็บอุจจาระมาตรวจหาเชื้อ

สิ่งสำคัญอีกประการในการตรวจวินิจฉัย คือ การเตรียมตัวก่อนไปตรวจ โดยผู้ป่วยควรหยุดใช้ยาลดกรด ยาบิสมัท ซับซาลิไซเลต และยาปฏิชีวนะ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการตรวจ เนื่องจากยาพวกนี้อาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน

ดูแลตัวเองอย่างไรดี

การป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดพฤติกรรมที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ได้แก่ ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร รับประทานอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

acare ดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อเอชไพโรไล