วิธีรับมือกับอาการโคลิคที่แม่ควรรู้

เยี่ยมชม a:care ครั้งแรกใช่มั้ย? ลงทะเบียนที่นี่

acare_Colic_and_lactobacillus_reuteri_(910x462)

โรคทางเดินอาหาร

โรคทางเดินอาหาร

วิธีรับมือกับอาการโคลิค ที่แม่ควรรู้

Print
Share

โคลิค

คืออาการที่เป็นมากกว่าแค่การร้องกวน งอแง ปลอบไม่หยุด ร้องจนเหนื่อย และหลับไปเอง หลายครอบครัวคงประสบพบเจอกับปัญหาใหญ่นี้ เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุดโดยไม่มีสาเหตุหลายชั่วโมง และเป็นแบบนี้เกือบทุกคืน ความเครียดและความกังวลของผู้เป็นพ่อแม่คงท่วมท้นทวีคูณ ซึ่งในทางการแพทย์จะวินิจฉัยโดยพิจารณาจากอาการร้อง งอแง ที่เป็นระยะเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ใน 1 วัน และเป็นซ้ำอีก มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์  โดยไม่มีสาเหตุทางร่างกายอื่น ๆ เช่น ป่วย หรือหิวนม โดยมักเกิดในทารกอายุ 1-4 เดือน และมีอัตราการเกิดอยู่ที่ราว 20% หรือ 1 ใน 5 ของทารก จะมีภาวะโคลิค1


อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยเป็น โคลิค?

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาการของโคลิคอาจเกิดจากทางกายภาพ เช่น แพ้โปรตีนในนมวัว ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ขับถ่ายลำบาก หรือมีการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่1

จุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่มีหน้าที่ที่หลากหลาย เช่น ช่วยย่อยอาหาร สร้างระบบภูมิคุ้มกัน และต่อสู้เชื้อโรค  ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรานั้นมีทั้งเชื้อดี และเชื้อร้าย  มีหลายการศึกษาพบว่าทารกที่มีภาวะโคลิคจะมีปริมาณจุลินทรีย์ตัวร้ายในอุจจาระ มากกว่าปกติ เช่น อี.โคไล และมีจุลินทรีย์ที่ดีน้อยลง เช่น แลคโตแบซิลลัส

สำหรับผลกระทบที่เกิดจากโคลิค จะมีทั้งผลทางตรงต่อครอบครัว คือเกิดภาวะเครียดในครอบครัว ไม่ได้นอน ทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการถูกเขย่าจนบาดเจ็บเพียงเพื่อให้หยุดร้อง  หรือแม้กระทั่งมีการศึกษาที่พบว่าจะทำให้มารดาหยุดให้นมแม่เร็วเกินไป1

นอกจากนี้เมื่อติดตามทารกที่มีอาการโคลิคต่อเนื่องนานถึง 10 ปี  พบว่า เมื่อโตขึ้น เด็ก ๆ เหล่านี้จะมีภาวะปวดท้อง มีโรคภูมิแพ้ มีปัญหาการนอนหลับ ตลอดจนมีอารมณ์ก้าวร้าว มากกว่าเด็กที่ไม่มีอาการโคลิค2

acare_Colic_treatment_(558x353)

ปัจจุบัน แพทย์มีวิธีจัดการกับภาวะโคลิค
โดยทางเลือก 2 แบบ หลัก ๆ คือ

1.    การรักษาด้วยยา รักษาตามอาการร่วมอื่น ๆ ซึ่งทางเลือกนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะยาหลายตัวมีอันตรายและอาจเกิดผลเสียมากกว่า ดังนั้น ไม่แนะนำให้หามาให้ทารกรับประทานเอง และยาบางตัว เช่น ยาขับลมไซเมทิโคน ก็มีการศึกษาทางการแพทย์ใหม่ ๆ พบว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา

2.    แบบไม่ใช้ยา เช่น การให้โพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี ดีเอสเอ็ม 17938 การเปลี่ยนสูตรนม หรือปรับอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร เป็นต้น 


สำหรับโพรไบโอติกสายพันธุ์ แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี ดีเอสเอ็ม 17938 (Lactobacillus reuteri DSM17938) เป็นโพรไบโอติกที่มีการศึกษาค่อนข้างมากที่ยืนยันประสิทธิภาพว่าสามารถช่วยลดระยะเวลาการร้องไห้ได้สำหรับทารกที่มีอาการโคลิค ที่ทานนมแม่และนมผสม และสามารถให้เสริมเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะโคลิคได้ โพรไบโอติกสายพันธุ์นี้มีรายงานความปลอดภัยสำหรับทารกทั้งที่คลอดครบกำหนดและคลอดก่อนกำหนด1

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวที่ทารกมีอาการโคลิค ก็คือความเข้าใจในอาการร้องกวน เพื่อรับมืออย่างเหมาะสม จัดการความเครียดในครอบครัวให้ได้ และควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างเหมาะสม


เรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงบุษบา วิวัฒน์เวคิน
กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เอกสารอ้างอิง

1. Valerie Sung. Infantile colic. Aust Prescr, 2018; 41: 105-110.

2. Francesco Savino. Et.al.  A prospective 10-year study on children who had severe infantile colic. Acta Pædiatrica, 2005; 94 (Suppl 449): 129–132.


THL2166367