โรคเบาหวานคืออะไร?

โรคเบาหวาน เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดตามมา จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตในที่สุด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประชากรไทย โดยพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ

โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

กลไกการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั้นซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายอย่าง

เช่น ตับอ่อน ตับ เนื้อเยื่อไขมัน กล้ามเนื้อ ไต ลำไส้เล็ก และสมอง เป็นต้น เมื่อร่างกายมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้ตับอ่อนสร้างสารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเกิดโรคแทรกซ้อนจากการมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานตามมา

สารที่ตับอ่อนสร้างออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั้น เราเรียกว่า อินซูลิน ซึ่งนอกจากร่างกายจะสร้างอินซูลินออกมาจากตับอ่อนได้ไม่เพียงพอแล้ว อินซูลินที่มีในร่างกายยังออกฤทธิ์ได้ไม่ดีอีกด้วย นั่นคือร่างกายมีภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลินนั่นเอง

ปัจจัยหลักทั้ง 2 อย่างนี้ คือตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ร่วมกับร่างกายมีภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดโรคเบาหวานตามมา

อินซูลิน และกลูโคสในร่างกาย

สาเหตุใด ทำให้ตับอ่อนของคนบางคนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

และสาเหตุใดที่ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลินขึ้นมา ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด เราทราบแต่เพียงว่ามีปัจจัยทั้งทางพันธุกรรมและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมาเกี่ยวข้อง

คนที่เป็นโรคเบาหวาน มักมีประวัติพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติคนอื่น ๆ เป็นโรคเบาหวานด้วย สิ่งนี้คือปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอันใกล้

นอกจากปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว พบว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวานด้วย เช่น น้ำหนักตัวที่มากหรือภาวะอ้วน ทำให้ร่างกายมีภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลินมากขึ้น จนเกิดเป็นเบาหวานได้ในคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม (เช่น พ่อ แม่ เป็นเบาหวานอยู่แล้ว)

อินซูลินในร่างกายมากเกินไป

โรคเบาหวานมีหลายชนิด

ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มักพบในผู้ใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่สร้างอินซูลินออกมาได้ไม่เพียงพอ ร่วมกับการที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น พบได้น้อยกว่ามาก มักพบในเด็ก มักเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้ขาดอินซูลิน ต้องให้การรักษาด้วยอินซูลินทดแทน

ตรวจน้ำตาลในโรคเบาหวาน

ในปัจจุบัน มีเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานอยู่หลายข้อด้วยกัน

ที่นิยมใช้กันมากคือการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้าหลังอดอาหารข้ามคืน หากมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็จะเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน (ค่าปกติ คือน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

หากมีการเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลโดยไม่อดอาหาร และพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ร่วมกับคนไข้มีอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย และน้ำหนักลด ก็จัดว่าเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานเช่นกัน

นอกจากนี้ ในการวิจัย ยังมีการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ำตาลกลูโคส หากมากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็เข้าได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์จะแตกต่างจากคนทั่วไป

คนที่เป็นโรคเบาหวานในระยะแรก แต่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก อาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ถ้าระดับน้ำตาลสูง อาจมีอาการของปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดลงได้
หากเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น ตามัว ชาที่ปลายมือปลายเท้า ติดเชื้อรา แผลหายยาก หรือมีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองได้

เครื่องตรวจค่าน้ำตาบในเลือด โรคเบาหวาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน?

แต่ละคนมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานไม่เท่ากัน ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้องเป็นเบาหวาน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าผู้อื่น

คนที่อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานก็มากขึ้นด้วย การที่มีน้ำหนักตัวมาก และการไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานมากขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ คนที่เคยตรวจวัดระดับน้ำตาลตอนเช้าได้สูงกว่าปกติ คืออยู่ระหว่าง 100 – 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คนที่เคยคลอดลูกที่มีน้ำหนักแรกคลอดเกิน 4 กิโลกรัม คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และมีระดับไขมันเอชดีแอลต่ำกว่า 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานมากขึ้นด้วย

โรคเบาหวาน ความสี่ยง พันธุกรรม

วิธีลดความเสี่ยง

ในปัจจุบัน การลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ทั้งในคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมอยู่แล้ว หรือคนที่ไม่มีความเสี่ยง แต่อยากป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน ก็คือการปรับเปลี่ยนปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน (ในคนที่อ้วนอยู่แล้ว ก็ต้องลดน้ำหนักตัวลง) และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การควบคุมน้ำหนักตัวนั้น ทำได้โดยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กัน

การควบคุมอาหารที่แนะนำ คือการกินอาหารแต่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและมีพลังงานสูง
ส่วนการออกกำลังกาย แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ หรือจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เช่น เทนนิส แบดมินตัน ปิงปอง เป็นต้น
โดยทำให้สม่ำเสมอ ให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 นาทีขึ้นไป

มีการศึกษาทั้งในประเทศจีน ในสหรัฐอเมริกา และในยุโรป โดยนำคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานมาแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มไม่ทำอะไรเลย บางกลุ่มให้คุมอาหารอย่างเดียว บางกลุ่มให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ บางกลุ่มให้คุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย บางกลุ่มก็ให้กินยา ทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี

การศึกษาในประเทศจีนทำอยู่ 6 ปี ในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ทำอยู่ประมาณ 3 ปี ผลพบว่ากลุ่มที่มีการคุมอาหารและออกกำลังกายได้ผลดีที่สุด คือเป็นโรคเบาหวานน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้ยา หรือกลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย โดยความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานลดลงไปครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย

ออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเบาหวาน

จุดมุ่งหมายของการรักษาโรคเบาหวาน คือ ลดอาการที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง และป้องกันความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
ทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น น้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก และแบบเรื้อรัง คือภาวะแทรกซ้อนทางไต (ไตวาย) ตา (ตาบอด) เส้นประสาท (ชา แผลที่เท้า) หลอดเลือดหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) หลอดเลือดสมอง (โรคเส้นเลือดสมองตีบ) และหลอดเลือดส่วนปลาย (แผลเรื้อรังไม่หาย) โดยคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การศึกษาพบว่าการลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังได้

การควบคุมระดับน้าตาลในเลือด ทำได้หลายวิธี ทั้งการควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง การลดน้ำหนักตัวหากน้ำหนักตัวมากไป และการออกกาลังกายสม่ำเสมอ หากการปรับพฤติกรรมดังกล่าวยังไม่ได้ผล อาจต้องใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งยารับประทานและยาฉีด ในผู้ที่มีการใช้ยา การควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ยังจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

THL2167902